เชอรี่ หรือ เชอร์รี่ (Cherry) คือผลไม้ตระกูลเดียวกับพีชและพลัม ผลกลมเล็กสีแดงเข้มเงางาม รสหวานฉ่ำอมเปรี้ยว — เนื้อสด 100 กรัม (ราว 12–15 ผล) ให้พลังงานเพียง 63 กิโลแคลอรี่ อุดมด้วย แอนโทไซยานิน (Anthocyanin) และโพแทสเซียม จัดเป็นผลไม้พรีเมี่ยมที่คนไทยนิยมที่สุดชนิดหนึ่ง ในไทยมีเชอร์รี่สดนำเข้าหมุนเวียนเกือบทั้งปี จาก 5 แหล่งหลัก คือ อเมริกา แคนาดา ชิลี นิวซีแลนด์ และออสเตรเลีย
สรุปสั้น ๆ ก่อนอ่าน
- เชอร์รี่แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลักคือ เชอร์รี่หวาน และเชอร์รี่หวานอมเปรี้ยว
- เชอร์รี่ที่คนไทยได้กินมาจาก 5 แหล่งหลัก: อเมริกา (พันธุ์ Bing จากรัฐ Washington กว่า 50%) แคนาดา (Lapin, Sweetheart, Staccato ปลูกที่ British Columbia 95%) ชิลี (8 สายพันธุ์ รวมเชอร์รี่ทอง Rainier) นิวซีแลนด์ (8 สายพันธุ์) และ Tasmania
- ช่วงเวลาที่หากินได้ต่างกันตามซีกโลก — อเมริกาและแคนาดาออกผลช่วงเมษายนถึงต้นกันยายน ส่วนชิลี นิวซีแลนด์ และ Tasmania ออกผลช่วงธันวาคมถึงกุมภาพันธ์
- เชอร์รี่มีโพแทสเซียมสูงและมีสารแอนโธไซยานิน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด
หัวข้อในบทความนี้
- เชอร์รี่คืออะไร? มีกี่แบบ?
- คุณค่าทางโภชนาการของเชอร์รี่ (ต่อ 100 กรัม)
- ประโยชน์ของเชอร์รี่ มีงานวิจัยรองรับแค่ไหน?
- สายพันธุ์เชอร์รี่ดังจากทั่วโลก มีอะไรบ้าง?
- เชอร์รี่ในไทยมาจากประเทศไหน มาช่วงเดือนไหน?
- ต้นเชอรี่ปลูกในไทยได้ไหม?
- เลือกเชอร์รี่ยังไงให้ได้ลูกอร่อย?
- ล้างและเก็บเชอร์รี่ยังไงให้อยู่นาน?
- เชอร์รี่กินยังไง? กินกับอะไรถึงจะอร่อย
- เชอร์รี่กับการเป็นของขวัญและกระเช้าผลไม้
บทความนี้รวมทุกเรื่องของเชอร์รี่ไว้ในหน้าเดียว — เชอร์รี่หวานต่างจากเชอร์รี่เปรี้ยวยังไง คุณค่าทางโภชนาการ ประโยชน์ที่มีงานวิจัยรองรับ สายพันธุ์ดังจากทั่วโลก ฤดูกาลของแต่ละประเทศที่ส่งเข้าไทย ต้นเชอรี่ปลูกในเมืองไทยได้ไหม ไปจนถึงวิธีเลือก วิธีเก็บ และกินคู่กับอะไรถึงจะอร่อยที่สุด

เชอร์รี่คืออะไร? มีกี่แบบ?
เชอร์รี่เป็นผลไม้เมืองหนาวในวงศ์ Rosaceae สกุล Prunus ตระกูลเดียวกับพีช พลัม และแอปริคอต จัดเป็นผลไม้แบบมีเมล็ดแข็งเดี่ยวตรงกลาง (stone fruit) ที่ขายกันทั่วโลกแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่
| เชอร์รี่หวาน (Sweet Cherry) | เชอร์รี่เปรี้ยว (Sour / Tart Cherry) | |
|---|---|---|
| ชื่อวิทยาศาสตร์ | Prunus avium | Prunus cerasus |
| รสชาติ | หวานฉ่ำ อมเปรี้ยวเล็กน้อย | เปรี้ยวจัด ไม่นิยมกินสด |
| การใช้งาน | กินสดเป็นหลัก คือเชอร์รี่ที่ขายตามห้างในไทย | ทำพาย แยม น้ำเชอร์รี่ อบแห้ง — พันธุ์ดังคือ Montmorency |
| งานวิจัยเด่น | สารต้านอนุมูลอิสระ การอักเสบ | การนอนหลับ การฟื้นตัวของกล้ามเนื้อ |
คำนี้สะกดได้หลายแบบทั้ง เชอรี่ เชอร์รี่ และเชอร์รี — ทุกแบบหมายถึงผลไม้ชนิดเดียวกันคือ cherry ส่วนผลสีแดงเล็ก ๆ บนหน้าเค้กหรือในค็อกเทลที่เรียกกันว่าเชอร์รี่เชื่อม (Maraschino Cherry) ก็คือเชอร์รี่จริงที่นำไปเชื่อมน้ำตาลและแต่งสี ไม่ใช่ผลไม้คนละชนิด
คุณค่าทางโภชนาการของเชอร์รี่ (ต่อ 100 กรัม)
| สารอาหาร | ปริมาณต่อ 100 ก. (ราว 12–15 ผล) |
|---|---|
| พลังงาน | 63 กิโลแคลอรี่ |
| น้ำ | 82% |
| คาร์โบไฮเดรต | 16 ก. |
| น้ำตาล | 12.8 ก. |
| ใยอาหาร | 2.1 ก. |
| โปรตีน | 1.1 ก. |
| ไขมัน | 0.2 ก. |
| วิตามินซี | 7 มก. |
| โพแทสเซียม | 222 มก. |
ที่มา: USDA FoodData Central — Cherries, sweet, raw
คิดง่าย ๆ คือ เชอร์รี่ 1 ผล (ราว 8 กรัม) ให้พลังงานประมาณ 5 กิโลแคลอรี่เท่านั้น กินเพลิน ๆ 20 ผลก็เพิ่งจะราว 100 กิโลแคลอรี่ และเชอร์รี่หวานมีค่าดัชนีน้ำตาล (Glycemic Index) ต่ำมาก ประมาณ 20 จึงเป็นของหวานจากธรรมชาติที่คนคุมน้ำหนักและคนที่ต้องระวังน้ำตาลเลือกได้สบายใจกว่าขนมหวานทั่วไปมาก
ประโยชน์ของเชอร์รี่ มีงานวิจัยรองรับแค่ไหน?
เชอร์รี่เป็นผลไม้ที่ถูกศึกษาในคนจริงมากพอสมควร บทความปริทัศน์ใน Nutrients (Kelley DS. และคณะ, 2018) รวบรวมการทดลองในมนุษย์ 29 ชิ้นเกี่ยวกับเชอร์รี่ทั้งสองชนิด ด้านล่างคือประเด็นเด่นพร้อมแหล่งอ้างอิง
1. แหล่งแอนโทไซยานินและสารต้านอนุมูลอิสระ
สีแดงเข้มของเชอร์รี่มาจากแอนโทไซยานิน สารกลุ่มฟลาโวนอยด์ชนิดเดียวกับที่พบในบลูเบอร์รี่และสตรอเบอร์รี่ การทดลองใน Journal of Nutrition (Kelley DS. และคณะ, 2006) ให้อาสาสมัครสุขภาพดีกินเชอร์รี่หวานพันธุ์ Bing วันละราว 280 กรัมต่อเนื่อง 28 วัน พบว่าตัวชี้วัดการอักเสบในเลือดหลายตัว เช่น CRP ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
2. การนอนหลับ
เชอร์รี่เป็นผลไม้ไม่กี่ชนิดที่มี เมลาโทนิน (Melatonin) ตามธรรมชาติ การทดลองแบบสุ่มมีกลุ่มควบคุมใน European Journal of Nutrition (Howatson G. และคณะ, 2012) พบว่าผู้ที่ดื่มน้ำเชอร์รี่เปรี้ยวเข้มข้นต่อเนื่อง 7 วัน มีระดับเมลาโทนินสูงขึ้น นอนหลับนานขึ้นและคุณภาพการหลับดีขึ้นเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้เครื่องดื่มหลอก — งานนี้ศึกษาในเชอร์รี่เปรี้ยว (tart cherry) ส่วนเชอร์รี่หวานที่กินสดมีเมลาโทนินเช่นกันแต่ปริมาณน้อยกว่า
3. กรดยูริกและเกาต์
การศึกษาใน Arthritis & Rheumatism (Zhang Y. และคณะ, 2012) ติดตามผู้ป่วยโรคเกาต์ 633 คน พบว่าช่วง 2 วันที่กินเชอร์รี่ สัมพันธ์กับความเสี่ยงการกำเริบของอาการที่ลดลงราว 35% เทียบกับช่วงที่ไม่ได้กิน — เป็นข้อมูลเชิงความสัมพันธ์ ผู้ป่วยเกาต์ยังต้องรักษาตามแผนของแพทย์เป็นหลัก
4. การฟื้นตัวของกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกาย
การศึกษาใน Scandinavian Journal of Medicine & Science in Sports (Howatson G. และคณะ, 2010) ให้นักวิ่งมาราธอนดื่มน้ำเชอร์รี่เปรี้ยวช่วงก่อนและหลังแข่ง พบว่ากล้ามเนื้อฟื้นตัวเร็วกว่าและตัวชี้วัดการอักเสบต่ำกว่ากลุ่มควบคุม จึงเป็นที่นิยมในหมู่นักกีฬา
5. โพแทสเซียมสูง
เชอร์รี่ 100 กรัมให้โพแทสเซียม (Potassium) 222 มิลลิกรัม ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่ร่างกายใช้ในการทำงานตามปกติของกล้ามเนื้อ ระบบประสาท และการรักษาสมดุลของเหลวในร่างกาย
6. ใยอาหารและระบบขับถ่าย
ใยอาหาร 2.1 กรัมต่อ 100 กรัม พร้อมน้ำ 82% ช่วยเรื่องการขับถ่ายและทำให้อิ่มนานขึ้น เป็นของว่างที่เป็นมิตรกับคนคุมน้ำหนัก
หมายเหตุสำคัญ: เชอร์รี่เป็นอาหาร ไม่ใช่ยา ข้อมูลข้างต้นมาจากงานวิจัยเชิงประชากรและการทดลองทางคลินิก ซึ่งบอก “ความสัมพันธ์” และ “แนวโน้ม” ไม่ได้หมายความว่าใช้รักษาหรือป้องกันโรคใด ๆ ได้ ผู้มีโรคประจำตัวควรปรึกษาแพทย์หรือนักโภชนาการก่อนปรับอาหาร
สายพันธุ์เชอร์รี่ดังจากทั่วโลก มีอะไรบ้าง?
| สายพันธุ์ | ลักษณะเด่น | แหล่งปลูกหลัก |
|---|---|---|
| Bing (บิง) | ตำนานเชอร์รี่อเมริกา ผลใหญ่สีแดงเข้มเกือบดำ เนื้อแน่น หวานเข้มข้น | สหรัฐฯ (รัฐ Washington) |
| Rainier (เรเนียร์) | “เชอร์รี่ทอง” ผิวเหลืองอมชมพู หวานจัด กรดต่ำ ราคาสูงสุดในตลาด — พัฒนาที่รัฐ Washington จากลูกผสมของ Bing | สหรัฐฯ และมีปลูกในชิลี |
| Lapins / Sweetheart / Staccato | ตระกูลพันธุ์จากแคนาดา ผลใหญ่ กรอบ หวานสมดุล เก็บเกี่ยวไล่ช่วงกัน ทำให้มีของต่อเนื่องทั้งฤดู | แคนาดา (British Columbia) และชิลี |
| Santina (ซานตินา) | ผลรูปหัวใจสีเข้ม รสหวานนุ่ม เป็นพันธุ์ต้นฤดูตัวหลักของชิลี | ชิลี |
| Kordia / Regina | คู่พันธุ์พรีเมี่ยมสายยุโรป ผลใหญ่ กรอบ รสซับซ้อน นิยมมากในตลาดเอเชีย | ยุโรป ชิลี นิวซีแลนด์ |
| Skeena (สกีนา) | ผลใหญ่สีเข้ม เนื้อกรอบแน่น ทนการขนส่งได้ดี | แคนาดา ชิลี ออสเตรเลีย |
| Montmorency (มงต์มอเรนซี) | ราชาเชอร์รี่เปรี้ยว สีแดงสด ใช้ทำพาย น้ำเชอร์รี่ และเป็นพันธุ์หลักในงานวิจัยเรื่องการนอนและการฟื้นตัว | สหรัฐฯ (รัฐ Michigan) |
เชอร์รี่ในไทยมาจากประเทศไหน มาช่วงเดือนไหน?
เชอร์รี่เป็นผลไม้เมืองหนาวที่ผลัดกันออกผลตามซีกโลก ประเทศไทยจึงมีเชอร์รี่สดหมุนเวียนเกือบทั้งปี — ซีกโลกเหนือส่งช่วงกลางปี ซีกโลกใต้ส่งช่วงปลายปีถึงต้นปี ตรงเทศกาลปีใหม่และตรุษจีนพอดี
| แหล่งปลูก | ช่วงที่มีในไทย | จุดเด่น |
|---|---|---|
| สหรัฐอเมริกา | พฤษภาคม – สิงหาคม | ผลใหญ่ มาตรฐานการคัดสูง พันธุ์ Bing และ Rainier |
| แคนาดา | กรกฎาคม – กันยายน | เชอร์รี่ปลายฤดูซีกโลกเหนือ ผลกรอบ หวานสมดุล |
| ชิลี | พฤศจิกายน – มกราคม | ผู้ส่งออกเชอร์รี่รายใหญ่ที่สุดของโลก ฤดูตรงปีใหม่–ตรุษจีน |
| นิวซีแลนด์ | ธันวาคม – กุมภาพันธ์ | ผลพรีเมี่ยมจากเขต Central Otago หวานกรอบ |
| ออสเตรเลีย / แทสเมเนีย | ธันวาคม – กุมภาพันธ์ | อากาศบริสุทธิ์ของเกาะแทสเมเนียให้ผลคุณภาพสูง |
*ช่วงเวลาอาจขยับตามสภาพอากาศและรอบขนส่งในแต่ละปี — ช่วงที่แทบไม่มีเชอร์รี่สดคือราวเดือนมีนาคม–เมษายน และตุลาคม
เชอร์รี่อเมริกา (USA)

สหรัฐอเมริกาเป็นผู้ผลิตเชอร์รี่รายใหญ่ของซีกโลกเหนือ แหล่งปลูกหลักคือรัฐ Washington, Oregon และ California โดย California เริ่มเก็บเกี่ยวก่อนราวเดือนเมษายน–มิถุนายน ส่วนแถบตะวันตกเฉียงเหนือเก็บช่วงมิถุนายน–สิงหาคม พันธุ์ดังที่สุดคือ Bing และ Rainier เชอร์รี่ทองสุดพรีเมี่ยม
เชอร์รี่แคนาดา (Canada)

เชอร์รี่แคนาดาเกือบทั้งหมดปลูกที่รัฐ British Columbia ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของสายพันธุ์ดังหลายตัว เช่น Lapins, Sweetheart, Skeena และ Staccato ผลผลิตออกช้ากว่าอเมริกาเล็กน้อยคือช่วงกรกฎาคม–ต้นกันยายน จึงเป็นเชอร์รี่ “ปลายฤดู” ของซีกโลกเหนือที่ต่อคิวให้กินได้ยาวขึ้น
เชอร์รี่ชิลี (Chile)

ชิลีคือ ผู้ส่งออกเชอร์รี่รายใหญ่ที่สุดของโลก ในปัจจุบัน พันธุ์หลักที่ส่งเข้าเอเชียได้แก่ Santina, Lapins, Regina, Kordia, Sweetheart และ Bing ผลผลิตออกช่วงพฤศจิกายน–มกราคม ตรงกับเทศกาลปีใหม่และตรุษจีนพอดี เชอร์รี่กล่องสวย ๆ ที่เห็นกันช่วงเทศกาลในไทยส่วนใหญ่จึงเป็นของชิลี
เชอร์รี่นิวซีแลนด์ (New Zealand)

เชอร์รี่นิวซีแลนด์ปลูกมากที่เขต Central Otago ทางเกาะใต้ ขึ้นชื่อเรื่องความหวาน ความกรอบ และผิวสวย พันธุ์ที่นิยมได้แก่ Lapins, Skeena, Kordia, Sweetheart และ Staccato ผลผลิตออกช่วงธันวาคม–กุมภาพันธ์ นิยมส่งทางเครื่องบินจึงสดมากเมื่อถึงไทย
เชอร์รี่ออสเตรเลีย / แทสเมเนีย (Tasmania)

ออสเตรเลียมีแหล่งปลูกเด่นอยู่ที่เกาะ แทสเมเนีย (Tasmania) ทางตอนใต้ของประเทศ ภูมิอากาศแบบอบอุ่นชื้นภาคพื้นสมุทร อากาศสะอาดและน้ำใส ทำให้เชอร์รี่แทสเมเนียถูกยกให้เป็นเกรดพรีเมี่ยมของภูมิภาค ผลผลิตออกช่วงธันวาคม–กุมภาพันธ์เช่นเดียวกับนิวซีแลนด์
ต้นเชอรี่ปลูกในไทยได้ไหม?
คำถามยอดฮิตของคนรักเชอร์รี่ — คำตอบสั้น ๆ คือ ปลูกให้ติดผลแบบเชอร์รี่นอกแทบไม่ได้ เพราะเชอร์รี่แท้ (Prunus avium และ P. cerasus) เป็นไม้เมืองหนาวที่ต้องการ “ชั่วโมงความหนาวเย็น” (chilling hours) สะสมหลายร้อยถึงกว่าพันชั่วโมงที่อุณหภูมิต่ำใกล้ 0–7°C ในฤดูหนาว เพื่อกระตุ้นการออกดอก ซึ่งอากาศเมืองไทยไม่หนาวถึงและไม่นานพอ
ข้อควรระวังสำหรับคนอยากปลูก: ต้นไม้ที่ประกาศขายในไทยว่าเป็น “ต้นเชอรี่” จำนวนไม่น้อยแท้จริงเป็น พลัม (Plum) หรือไม้ผลชนิดอื่นที่หน้าตาคล้ายกัน จุดสังเกตคร่าว ๆ คือเชอร์รี่แท้ใบค่อนข้างใหญ่และก้านใบยาว ส่วนต้นที่เรียกกันว่า “เชอร์รี่ไทย” นั้นที่จริงคือ ตะขบฝรั่ง (Muntingia calabura) ซึ่งเป็นพืชคนละวงศ์กับเชอร์รี่แท้โดยสิ้นเชิง แค่ผลกลมแดงคล้ายกันเท่านั้น
เลือกเชอร์รี่ยังไงให้ได้ลูกอร่อย?
เชอร์รี่เป็นผลไม้ที่ เก็บมาแล้วไม่สุกต่อ (non-climacteric) เช่นเดียวกับบลูเบอร์รี่และสตรอเบอร์รี่ ความหวานที่ได้คือความหวานตอนเก็บจากต้น การเลือกจึงสำคัญที่สุด
- ก้านเขียวสด — ตัวบอกความสดที่ดีที่สุด ก้านต้องเขียวและยังติดผลแน่น ถ้าก้านแห้งเป็นสีน้ำตาลแปลว่าเก็บมานานแล้ว
- ผิวตึงเงา — ผลต้องเต่งตึง เป็นมันเงา ไม่เหี่ยวย่น ไม่มีรอยช้ำหรือรอยแตก
- สีเข้มสม่ำเสมอ — พันธุ์สีแดง ยิ่งเข้มยิ่งสุกเต็มที่และหวาน (ยกเว้น Rainier ที่เป็นพันธุ์สีเหลืองอมชมพูโดยธรรมชาติ)
- เนื้อแน่น — บีบเบา ๆ ต้องแน่นเด้ง ไม่นิ่มยวบ
- เช็คก้นกล่อง — พลิกดูใต้แพ็ค ถ้ามีน้ำเยิ้มหรือผลเละ ให้เลี่ยง เพราะราลามเร็ว
ล้างและเก็บเชอร์รี่ยังไงให้อยู่นาน?
- อย่าล้างก่อนเก็บ — ความชื้นเร่งให้เน่าและขึ้นราเร็วขึ้น ล้างเฉพาะส่วนที่จะกิน
- เก็บทั้งก้านในกล่องหรือถุงที่มีรูระบายอากาศ อย่าเพิ่งเด็ดก้านออก เพราะรอยแผลที่ขั้วทำให้เสียเร็ว
- แช่ช่องผักตู้เย็น อยู่ได้ราว 5–7 วัน — เชอร์รี่ไม่ชอบอุณหภูมิห้อง วางนอกตู้เย็นวันเดียวความกรอบจะหายไปมาก
- เจอผลที่เริ่มเสียให้หยิบออกทันที กันลามทั้งกล่อง
- ตอนจะกิน ล้างด้วยน้ำไหลผ่านเบา ๆ แล้วซับให้แห้ง
- แช่แข็งได้ — ล้าง ซับแห้ง เอาเมล็ดออก เรียงถาดชั้นเดียวแช่จนแข็งแล้วค่อยเทรวมถุง เก็บได้ 6–12 เดือน เหมาะปั่นสมูทตี้และทำซอส
เชอร์รี่กินยังไง? กินกับอะไรถึงจะอร่อย
คนนิยมกินเชอร์รี่ 3 แบบหลัก คือ กินสดเป็นของว่างพรีเมี่ยม (ล้างแล้วกินได้เลย ไม่ต้องปอกไม่ต้องหั่น) กินคู่ของหวานและมื้อเช้า และ เป็นวัตถุดิบเบเกอรี่ ที่อยู่คู่ครัวโลกมานาน
คู่หูที่เข้ากับเชอร์รี่ที่สุด
- ดาร์กช็อกโกแลต — คู่คลาสสิกระดับตำนานจากเค้ก Black Forest ความขมขับรสเชอร์รี่ให้เด่น
- ชีสรสอ่อน เช่น มาสคาโปเน่ ครีมชีส ริคอตต้า
- โยเกิร์ตและกราโนล่า — มื้อเช้าเพื่อสุขภาพที่เพิ่มสีสวย
- วานิลลาและไอศกรีม — ซอสเชอร์รี่อุ่น ๆ ราดไอศกรีมวานิลลา
- อัลมอนด์ — เชอร์รี่กับอัลมอนด์เป็นพืชตระกูลใกล้กัน กลิ่นรสจึงไปด้วยกันดีมาก
เมนูเชอร์รี่ยอดนิยม
1. แยมเชอร์รี่ (Cherry Jam) — เชอร์รี่สดเอาเมล็ดออก เคี่ยวกับน้ำตาลและน้ำมะนาวจนข้น เก็บกินได้หลายสัปดาห์
2. เชอร์รี่สมูทตี้ (Cherry Smoothie) — ใช้เชอร์รี่แช่แข็งปั่นกับโยเกิร์ตหรือนม ได้สีชมพูเข้มสวยโดยไม่ต้องแต่งสี
3. เชอร์รี่โยเกิร์ตกราโนล่า — เชอร์รี่สดผ่าครึ่งวางบนโยเกิร์ตราดน้ำผึ้งกับกราโนล่า มื้อเช้าง่ายที่สุด
4. พายเชอร์รี่ / คลาฟูตี (Cherry Pie / Clafoutis) — ขนมอบสัญชาติอเมริกันและฝรั่งเศสที่เกิดมาเพื่อเชอร์รี่โดยเฉพาะ
5. เค้กแบล็กฟอเรสต์ (Black Forest) — เค้กช็อกโกแลตสอดไส้เชอร์รี่กับครีม ตำรับเยอรมันที่ทำให้เชอร์รี่ดังไปทั่วโลก
เชอร์รี่กับการเป็นของขวัญและกระเช้าผลไม้
ในบรรดาผลไม้นำเข้าทั้งหมด เชอร์รี่คือ “ตัวชูกระเช้า” อันดับต้น ๆ ด้วยเหตุผลที่ลงตัวพอดีกับการให้
- ภาพลักษณ์พรีเมี่ยม — สีแดงเข้มเงางาม จัดลงกระเช้าแล้วดูหรูหราทันที
- สีแดงคือสีมงคล — เหมาะกับเทศกาลตรุษจีนที่นิยมให้ผลไม้มงคลและงานมงคลทุกประเภท
- ฤดูกาลตรงเทศกาลพอดี — เชอร์รี่ชิลีและออสเตรเลียออกผลช่วงพฤศจิกายน–กุมภาพันธ์ ตรงกับกระเช้าปีใหม่และตรุษจีน
- ทานง่าย — ล้างแล้วหยิบกินได้เลย เหมาะทั้งผู้ใหญ่ที่เคารพและคนทำงานที่ไม่มีเวลาปอกผลไม้
ตัวอย่าง กระเช้าและกล่องผลไม้ที่ใช้เชอร์รี่ ของ aDay Fresh
กล่องผลไม้ของเราออกแบบเป็นสไตล์กล่องไม้ญี่ปุ่น จัดแน่นด้วยผลไม้เกรดพรีเมี่ยมโดยมีเชอร์รี่เป็นตัวชูโรง สิ่งที่ได้รับในชุดมีดังนี้
- ผลไม้เกรดพรีเมี่ยม (ปรับเปลี่ยนชนิดได้ตามต้องการ)
- กล่องไม้สไตล์ญี่ปุ่น นำไปใช้งานต่อได้
- ดอกไม้ประดับในกล่อง เพิ่มความสดชื่น
- การ์ดอวยพรที่ออกแบบข้อความเองได้ ฟรีทุกใบ
- โบว์ตกแต่งของทางร้าน (เลือกสีได้)
คำถามที่พบบ่อย
เชอรี่ กับ เชอร์รี่ เขียนแบบไหนถูก?
พบได้ทั้ง เชอรี่ เชอร์รี่ และเชอร์รี — ทุกแบบหมายถึงผลไม้ชนิดเดียวกันคือ cherry ใช้สื่อสารเข้าใจตรงกันได้ทุกแบบ โดยที่ขายในไทยเกือบทั้งหมดคือเชอร์รี่หวาน (Sweet Cherry, Prunus avium) จากอเมริกา ชิลี และออสเตรเลีย
เชอร์รี่ 100 กรัม กี่แคลอรี่?
เชอร์รี่หวานสด 100 กรัม (ราว 12–15 ผล) ให้พลังงานประมาณ 63 กิโลแคลอรี่ (ข้อมูล USDA) คิดเป็นผลละราว 5 กิโลแคลอรี่เท่านั้น และมีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำมากราว 20 จึงเหมาะกับคนคุมน้ำหนักและคนที่ต้องระวังน้ำตาล
ต้นเชอรี่ปลูกในไทยได้ไหม?
ปลูกให้ติดผลแทบไม่ได้ เพราะเชอร์รี่แท้เป็นไม้เมืองหนาวที่ต้องการความหนาวเย็นสะสมหลายร้อยชั่วโมงที่ราว 0–7 องศาเพื่อออกดอก ส่วนต้นที่เรียกกันว่าเชอร์รี่ไทยจริง ๆ คือตะขบฝรั่ง ซึ่งเป็นพืชคนละวงศ์ แค่ผลกลมแดงคล้ายกัน
เชอร์รี่ช่วงไหนอร่อยและคุ้มที่สุด?
มี 2 ช่วงพีคคือ พฤษภาคม–สิงหาคม (อเมริกา แคนาดา) และพฤศจิกายน–กุมภาพันธ์ (ชิลี นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย) โดยช่วงปลายปีของชิลีจะมีของเยอะและราคาดีที่สุด ตรงเทศกาลปีใหม่และตรุษจีนพอดี
เชอร์รี่ช่วยเรื่องการนอนหลับจริงไหม?
มีงานวิจัยรองรับในเชอร์รี่เปรี้ยว (Tart Cherry) ซึ่งมีเมลาโทนินตามธรรมชาติ — การทดลองปี 2012 พบว่าผู้ที่ดื่มน้ำเชอร์รี่เปรี้ยวต่อเนื่อง 7 วันหลับได้นานและดีขึ้น ส่วนเชอร์รี่หวานที่กินสดมีเมลาโทนินน้อยกว่า ทั้งนี้เชอร์รี่เป็นอาหาร ไม่ใช่ยารักษาอาการนอนไม่หลับ







